วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

อนุทินที่ 4

แบบฝึกหัดทบทวน

1. ใครเป็นผู้ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก และมีเหตุผลอย่างไร และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เป็นอย่างไร อธิบาย
                ผู้ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกคือ คณะราษฎร ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เหตุผลผู้ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามถือเป็นฉบับแรกคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยได้กล่าวไว้ว่า “บัดนี้การศึกษาสูงขึ้นแล้ว มีข้าราชการประกอบด้วยวุฒิปรีชาในรัฐาภิปาลนโยบายสามารถนาประเทศของตน ในอันที่จะก้าวหน้าไปสู่สากลอารยธรรมแห่งโลกโดยสวัสดี สมควรแล้วที่จะพระราชทานพระบรมวโรกาส ให้ข้าราชการและประชาชนของพระองค์ ได้มีส่วนมีเสียงตามความเห็นดีเห็นชอบในการจรรโลงประเทศสยามให้วัฒนาการในภายภาคหน้า” 
                ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาคือ หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ของชนชาวสยาม มาตรา 14 ภายในบังคับแห่ง กฎหมายบุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ภายในร่างกายเคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุมโดยเปิดเผย การตั้งสมาคม การอาชีพ (ราชกิจจานุเบกษา, 2475, 536)

2. แนวนโยบายแห่งรัฐในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ของรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช
2492 ได้กำหนดอย่างไร อธิบาย
                  หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
- มาตรา 36 บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการศึกษาอบรม เมื่อการศึกษาอบรมนั้นไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาอบรมและไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรสถานศึกษา สถานศึกษาของรัฐและของเทศบาล ต้องให้ความเสมอภาคแก่บุคคลในการเข้ารับการศึกษาอบรมตามความสามารถของบุคคลนั้น ๆ
                หมวด 4 หน้าที่ของชนชาวไทย
- มาตรา 53 บุคคลมีหน้าที่รับการศึกษาอบรมชั้นประถมศึกษา ภายในเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
                หมวด 5 แนวนโยบายแห่งรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
- มาตรา 62 การศึกษาอบรมพึงมีจุดประสงค์ที่จะให้ชนชาวไทยเป็นพลเมืองดีมีร่างกายแข็งแรงและอนามัยสมบูรณ์ มีความรู้ความสามารถที่จะประกอบอาชีพ และมีจิตใจเป็นนักประชาธิปไตย
- มาตรา 63 รัฐพึงส่งเสริมและบำรุงการศึกษาอบรม การจัดระบบการศึกษาอบรมเป็นหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะสถานศึกษาทั้งปวงย่อมอยู่ภายในการควบคุมดูแลของรัฐ การศึกษาอบรมชั้นอุดมศึกษา รัฐพึงจัดการให้สถานศึกษาดา เนินกิจการของตนเองได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติ
- มาตรา 64 การศึกษาอบรมชั้นประถมศึกษาในสถานศึกษาของรัฐและของเทศบาลจะต้องจัดให้โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน รัฐพึงช่วยเหลือใหม่อุปกรณ์การศึกษาอบรมตามสมควร
- มาตรา65 รัฐพึงสนับสนุนการค้นคว้าในทางศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์

3.      เปรียบเทียบแนวนโยบายแห่งรัฐ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช  2511   พุทธศักราช  2517  และ พุทธศักราช  2521  เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อธิบาย
                แนวนโยบายแห่งรัฐประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของรัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2511 พุทธศักราช 2517 และ พุทธศักราช 2521 เหมือนกัน คือ รัฐส่งเสริมและบำรุงการศึกษาอบรมและการฝึกอบรมตามความเหมาะสมและตามความต้องการของประเทศ และการศึกษาจะส่งเสริมการศึกษาในระดับอุดมศึกษา  รัฐบาลจัดการให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมของตนเอง  และการศึกษาระดับประถมศึกษาจะไม่เก็บค่าเล่าเรียน แต่  ปี พ.ศ.2521 การศึกษาระดับอุดมศึกษาจะไม่เก็บค่าเล่าเรียน มีการฝึกอาชีพให้กับนักเรียนเพิ่มเติมอีกด้วย ส่งเสริมในงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศ  การศึกษาอบรมชั้นอุดมศึกษารัฐจัดการให้สถานศึกษาดำเนินกิจการของตนเองได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติ

4.  ประเด็นที่ 1 รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2475-2490   ประเด็นที่ 2  รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 25492-2517  ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร  อธิบาย
                แตกต่างกัน  คือ      รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2475-2490  มีประเด็นทีเกี่ยวข้องกับการศึกษาเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 14 ภายในบังคับแห่งกฎหมายบุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ภายในร่างกายเคหสถาน ทรัพย์สน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุมโดยเปิดเผย การตั้งสมาคม การอาชีพ
                แต่รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2492-2517 มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหลายมาตารา  ได้แก่ มาตรา 62 การศึกษาอบรมพึงมีจุดประสงค์ที่จะให้ชนชาวไทยเป็นพลเมืองดี มีร่างกายแข็งแรงและอนามัยสมบูรณ์ มีความรู้ความสามารถที่จะประกอบอาชีพ และมีจิตใจเป็นนักประชาธิปไตย   มาตรา 63 รัฐพึงส่งเสริมและบำรุงการศึกษาอบรม การจัดระบบการศึกษาอบรมเป็นหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะสถานศึกษาทั้งปวงย่อมมอยู่ภายในการควบคุมดูแลของรัฐ การศึกษาอบรมชั้นอุดมศึกษา รัฐพึงจัดการให้สถานศึกษาดำ เนินกิจการของตนเองได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติ  มาตรา 64 การศึกษาอบรมชั้นประถมศึกษาในสถานศึกษาของรัฐและของเทศบาลจะต้องจัดให้โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน รัฐพึงช่วยเหลือให้มีอุปกรณ์การศึกษาอบรมตามสมควร มาตรา65 รัฐพึงสนับสนุนการค้นคว้าในทางศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์

5.  ประเด็นที่ 3 รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2521-2534   ประเด็นที่ 4  รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2540-2550  ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร  อธิบาย          
        ต่างกัน คือ ปีพุทธศักราช 2521-2534  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ สามวาระ โดยยึดถือแนวทางอันเป็นปณิธานร่วมของปวงชนชาวไทย
            ปีพุทธศักราช 2540-2550 ประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
            ปีพุทธศักราช 2521-2534 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลอากาศเอก หะรินหงสกุล ประธานสภา นิติแห่งชาติ
            ปีพุทธศักราช 2540-2550 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา
                รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2521-2534  รัฐทำหน้าที่ส่งเสริมและบำรุงการศึกษาและสถานศึกษาทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ โดยรัฐมีการช่วยเหลือผู้ยากไร้ให้ได้รับทุนในการศึกษา  และสำหรับการศึกษาภาคบังคับในสถานศึกษาของรัฐและท้องถิ่นจัดให้โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน  แต่รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2540-2550  ได้มีวิวัฒนาการเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่เสรีภาพ การศึกษาอบรม ให้กับเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้มีความสมบรูณ์ทั้งทางร่างกายจิตใจ สติปัญญา คุณธรรมจริยธรรม โดยมีแนวทางในการจัดการศึกษา
6. เหตุใดรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะต้องระบุในประเด็นที่รัฐจะต้องจัดการศึกษาอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง อธิบาย
                สาเหตุที่รัฐธรรมนูญต้องระบุในประเด็นการศึกษาอย่างทั่วถึง เพราะว่าต้องการให้การจัดการศึกษาของไทยเป็นไปอย่างมีระบบ และต้องการให้มีการศึกษาที่สอดคล้องกันมีความเท่าเทียมกันและมีความทั่วถึง ซึ่งสังคมในปัจจุบันมีประชาชนและผู้คนหลากหลายรูปแบบที่อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่มีพื้นฐานความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันจึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องระบุและจัดการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมกันภายในสังคมไม่เกิดความเหลื่อมล้ำกันและกัน นี่คือประเด็นที่รัฐธรรมนูญต้องจัดประเด็นการศึกษาอย่างเป็นทางการและมีทุกพุทธศักราชที่พูดเกี่ยวกับการศึกษา

7. เหตุใดรัฐจึงต้องกำหนด “บุคคลมีหน้าที่รับการศึกษาอบรมตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ” จงอธิบาย หากไม่ปฏิบัติจะเกิดอะไรขึ้น
                คือ “บุคคลให้มีการศึกษาอบรมตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ”ก็เพราะว่าตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา หมวด3 สิทธิและเสรีภาพของชาวไทย ส่วนที่8สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา มาตรา49 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่า12ปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” หากบุคคลนั้นปฏิบัติตามก็จะเกิดความคุ้มครองจากรัฐแต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎของรัฐคงไม่มีโอกาสได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
8. การจัดการศึกษาที่เปิดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาหากเราพิจารณารัฐธรรมนูญมีฉบับใดบ้างที่ให้องค์กรส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วม และถ้าเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากขึ้นท่านคิดว่าเป็นอย่างไร จงอธิบาย
                รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับที่สนับสนุนให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาหากเปิดโอกาสให้องค์กรส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา คิดว่าการศึกษาก็จะมีประสิทธิภาพ และปรับปรุงได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะองค์กรส่วนท้องถิ่นจะสามารถตีโจทย์ความต้องการของประชาชนหรือความต้องการของลูกหลานได้ว่าต้องการศึกษาในรูปแบบใด มีข้อบกพร่องตรงส่วนไหน นี่ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการให้องค์กรได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของลูกหลานของตนเอง

9. เหตุใดการจัดการศึกษา รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคทั้งหญิงและชาย พัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และความเข็มแข็งของชุมชน สังเคราะห์ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ด้อยโอกาส จงอธิบาย
                สาเหตุที่รัฐจะต้องจัดการศึกษาให้คุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคทั้งหญิงและชาย พัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน สงเคราะห์ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ด้อยโอกาส เพราะโอกาสของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่ากัน สิทธิและเสรีภาพจึงมีความสำคัญเพราะแต่ละคนนั้นย่อมมีความต้องการที่จะให้ชีวิตของตนเองเดินไปในทิศทางที่ดีและมีภูมิคุ้มกันคอยหุ้มเกราะชีวิตตลอดเวลา
10. ผลการจัดการศึกษาที่ผ่านมาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

                การจัดการศึกษาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลต่อคือพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบโดยให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และมีแนวทางในการจัดการศึกษา รัฐจะต้องจัดการศึกษาและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่ คุณธรรมเช่นกัน และจัดการศึกษาภาคบังคับให้เข้ารับการศึกษาอบรมโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย สำหรับการศึกษาภาคบังคับ ต่อมาได้เพิ่มเติมจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 12 ปี รัฐจะต้องจัดอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ พร้อมทั้งจัดให้มีกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ประชาชนได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น ทำให้ประชาชนมีความรู้ความสามารถมากขึ้น และยังปิดช่องว่างความแตกต่างระหว่างบุคคล

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อนุทินที่ 3


วิเคราะห์ข่าว

สาวแจ้งเอาผิด! ครูอนุบาลทำร้ายเด็ก-จับขังห้องน้ำ จนหวาดกลัว

ผู้ปกครองเด็กหญิงวัย 3 ขวบ แจ้งความเอาผิดครูโรงเรียนอนุบาลชื่อดังเมืองพัทยา ทำร้ายร่างกายเด็กจนเขียวช้ำ หนำซ้ำยังจับขังห้องน้ำ ทำให้เห็นหวาดผวา
                จากกรณีมีเฟซบุ๊คชื่อคุณ Nipa Aum ลงภาพเด็กวัย 3 ขวบมีร่องรอยเขียวช้ำบริเวณต้นแขนซ้าย จนกลายเป็นกระแสในโลกโซเชียล กระทั่งมีการนำภาพไปแจ้งความเอาผิดกรณีดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ทางผู้สื่อข่าวจึงติดต่อไปยังเจ้าของภาพดังกล่าวจนกระทั่งพบกับ นางสาวนิภา อายุ 27 ปี จึงทราบสาเหตุว่าเรื่องดังกล่าวเกิดจากโดนครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา ได้ทำลูกสาวเป็นรอยเขียวซ้ำ แต่เมื่อเข้าไปสอบถามกลับถูกปฏิเสธ บอกไม่รู้สาเหตุ ก่อนครูที่ดูแลลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ไม่บอกถึงสาเหตุที่น้องมีรอยเขียวช้ำดังกล่าว
นางสาวนิภา พร้อมกับลูกสาววัย 3 ขวบ เล่าเหตุการณ์ว่า ช่วงเย็นวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตนได้ให้ญาติไปรับลูกสาวกลับจากโรงเรียน ก่อนจะพบว่าบริเวณต้นแขนซ้ายมีอาการเขียวช้ำ ตนจึงโทรศัพท์ไปถามครูที่โรงเรียนว่าน้องเป็นอะไร ทำไมจึงมีรอยเขียวช้ำที่ต้นแขน แต่กับได้รับคำตอบว่าไม่รู้ละครูอ้างเพียงว่าคงเล่นกับเพื่อนแล้วล้ม ตนจึงพยายามไปติดต่อขอดูภาพกล้องวงจรปิดแต่ได้รับการปฏิเสธ
ต่อมาตนจึงเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท.กิตติพงศ์ ศรีชำนาญ สว.( สอบสวน ) สภ.เมืองพัทยา เพื่อต้องการทราบสาเหตุและต้องการดูภาพจากกล้องวงจรปิด โดยทาง พ.ต.ท.กิตติพงศ์ ได้ดูรอยเขียวช้ำแล้วสันนิฐานบื้องต้นจากรอยบาดแผลน่าจะเกิดจากการถูกตี และพยายามพูดคุยกับเด็กหญิงถึงสาเหตุของรอยเขียวช้ำ
เด็กหญิงได้ตอบกับ พ.ต.ท.กิตติพงศ์ว่า ถูกพี่ปูตี ซึ่งในตอนนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจถามว่าจะให้ลงบันทึกตามคำบอกเล่าของเด็ก ตนเองบอกยังก่อนเพราะอยากดูภาพจากกล้องวงจรปิดเสียก่อน ถ้าพบว่าเป็นจริงก็จะกับมาแจ้งความเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดี
จากนั้นตนได้พาลูกไปที่โรงเรียนเหมือนเคย แต่น้องกลับแสดงอาการหวาดกลัว ไม่ยอมไปโรงเรียน และได้พบกับครูปู หัวหน้าครูชั้นเตรียมอนุบาล ซึ่งได้แสดงอาการไม่เหมาะสมกับวิชาชีพของครู โดยบ่นว่าจะมาทำไมมาเป็นภาระให้กับคนอื่น
นอกจากนั้น พอทางโรงเรียนทราบว่าทางตนเข้าแจ้งความ จึงยอมให้ดูภาพวงจรปิด แต่ในภาพเหมือนมีการตัดบางช่วงออกไป และไม่ตรงกับคำบอกเล่าของครูคนอื่นๆ แต่ตนเองไม่สามารถเปิดเผยได้ จนกระทั่งตนพยายามเข้าไปติดต่อสอบถามที่โรงเรียนหลายครั้งหลัง และตนเองได้ย้ายลูกไปเรียนที่อื่น เพื่อให้เด็กมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น
ก่อนจจะมาทราบว่า ครูปูได้ขอลาออกจากโรงเรียนและยอมรับว่าเป็นคนทำน้อง แต่เป็นเพียงแค่ดึงแย่งตุ๊กตาหมีเก่าๆ ที่น้องชอบนำติดตัวเท่านั้น นอกจากนั้นพฤติกรรมที่น้องเปลี่ยนไปอีกอย่าง คือไม่ยอมเข้าห้องน้ำ จะให้อาบน้ำบริเวณหน้าบ้านอย่างเดียว แต่พอมาทราบสาเหตุภายหลังว่า ครูปูได้จับเด็กขังเอาไว้ในห้องน้ำ เพราะเด็กร้องไห้ไม่หยุด
ซึ่งจากการที่ตนเองเข้าแจ้งความนั้นเพื่อต้องการทราบเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับลูกสาวว่าเป็นอย่างไรและบาดแผลที่เกิดเกิดจากอะไร ซึ่งน้องนั้นมีปัญหาตั้งแต่ตอนเกิด เกิดก่อนกำหนด 7 เดือน การพัฒนาก็ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ และยังมาเจอเรื่องแบบนี้อีกตนจึงยอมไม่ได้ และการเข้าเป็นครูนั้นต้องมีจรรยาบรรณของการเป็นครูไม่ใช้พูดจาไม่ดีแสดงกริยาไม่ดี
ด้าน พ.ต.ท.กิตติพงศ์ ศรีชำนาญ สว.( สอบสวน ) สภ.เมืองพัทยา ได้นัด นางสาวนิภา เข้าให้รายละเอียดปากคำอีกครั้งในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ที่ สภ.เมืองพัทยาอีกครั้ง ส่วนด้านทางโรงเรียนดังกล่าว ทางผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ก็ติดต่อผู้ใดไม่ได้



วิเคราะห์ข่าว
                จรรยาบรรณในวิชาจะเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะจำแนกอาชีพว่าเป็นวิชาชีพหรือไม่ อาชีพที่เป็น “วิชาชีพ” จะต้องมีองค์กรรองรับ และมีการกำหนดมาตรฐานของความประพฤติของผู้อยู่ในวงการวิชาชีพซึ่งเรียกว่า “จรรยาบรรณ“
                ในขณะเดียวกันจากข่าวครูอนุบาลทำร้ายเด็ก-จับขังห้องน้ำ นั้นสื่อให้เห็นว่าครูปูทำโทษเด็กเกินความผิด การทุบตีนักเรียนจนเกิดบาดแผลเป็นความผิดอย่างมาก ซึ่งครูควรจะระงับยับยั้งอารมณ์ของตนเองให้มาก อาจจะมีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ครูใช้ความรุนแรง ในสาเหตุนี้ครูอาจมีความผิดปกติด้านจิตใจและอารมณ์เมื่อเกิดความเครียดอาจระบายอารมณ์กับเด็กด้วยการตี หรือต่อว่า หรือครูขาดทักษะการจัดการปัญหาเด็กครูจำนวนมากยังเชื่อว่าการลงโทษด้วยการตีเป็นวิธีที่ได้ผล การที่ครูทุบตีหรือกักขังนักเรียนเกินกว่าเหตุมีกฏหมายมาตรการมารองรับแล้ว ในเรื่องนี้ ครูปูควรมีความเมตา กรุณาต่อศิษย์ ครูควรใจเย็นรับฟังและไม่ใช่วิธีที่รุนแรงกับศิษย์ ซึ่งสื่อเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับการเป็นครูที่ดี


อนุทินที่ 2

แบบฝึกหัด

1. ท่านคิดว่าทำไมมนุษย์เราต้องมีกฎหมาย หากไม่มีจะเป็นอย่างไร
ตอบ กฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมความประพฤติการปฏิบัติของสมาชิกแห่งสังคมนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย เกิดความยุติธรรมก่อให้เกิดสิทธิเสรีภาพ และเพื่อป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน กฎหมายจึงเหมือนเครื่องมือในการหล่อหลอมกล่อมเกลาความประพฤติการปฏิบัติของประชาชนในสังคมไปตามความต้องการของรัฐ หากไม่มีกฎหมายสังคมจะเกิดความวุ่นวาย ทำอะไรตามใจตน ทำให้สังคมเกิดความไม่สงบสุข

2. ท่านคิดว่าสังคมปัจจุบันจะอยู่ได้หรือไม่หากไม่มีกฎหมายจะเป็นอย่างไร
ตอบ การอยู่กันในสังคมจำเป็นต้องมีกฏหมาย ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับความประพฤติของสมาชิกในสังคมให้เป็นไปในทำนองเดียวกัน ทำให้สังคมมีระเบียบ วินัย และสงบเรียบร้อย หากไม่มีกฎหมาย มนุษย์ซึ่งมักจะชอบทำอะไรตามใจตนเอง ถ้าต่างตนต่างทำตามใจและการกระทำนั้นทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ก็จะเกิดปัญหา ความขัดแย้ง มีการล้างแค้นได้โต้ตอบกันไปโต้ตอบกันมาไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่มีกฎหมายเข้าไปจัดการให้ความเป็นธรรม ในที่สุดสังคมนั้นประเทศนั้นก็จะล่มสลายไม่สามารถดำรงอยู่ได้

3. ท่านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายในประเด็นต่อไปนี้
ก. ความหมาย
 กฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ใช้ควบคุมความประพฤติของมนุษย์ในสังคม ซึ่งใครฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษหรือสภาพบังคับอย่างใดอย่างหนึ่ง
ข. ลักษณะหรือองค์ประกอบของกฎหมาย 
ประกอบด้วย 4องค์ประกอบ สรุปได้คือ
1. กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ อยู่ในรูปของคำสั่ง คำบัญชา อันเป็นการแสดงออกซึ่งความประสงค์ของผู้มีอำนาจในลักษณะเป็นการบังคับ เพื่อให้บุคคลอีกคนหนึ่งปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ
 2. กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์  รัฎฐาธิปัตย์คือ ผู้ที่ประชาชนส่วนมากยอมรับนับถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน โดยที่ไม่ต้องฟังอำนาจจากผู้ใครอีก
 3. กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไปต้องเป็นเรื่องที่เมื่อประกาศใช้แล้วจะมีผลบังคับเป็นการทั่วไป ไม่ใช่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลหนึ่ง หรือให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดปฏิบัติตามเท่านั้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีอายุ เพศ หรือฐานะอย่างไรก็ตกอยู่ภายใต้ของการใช้บังคับกฎของกฎหมายอันเดียวกัน
4. กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้บุคคลปฏิบัติตาม แม้ว่าการปฏิบัติบางครั้งอาจจะเกิดจากความไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติ แต่หากเป็นคำสั่ง คำบัญชาแล้ว ผู้รับคำสั่ง คำบัญชา ต้องปฏิบัติตาม หากขัดขืนไม่ปฏิบัติตามก็จะเกิดสภาพบังคับของกฎหมาย อันเป็นผลร้ายต่อผู้ฝ่าฝืน
ค. ที่มาของกฎหมาย
1. กฎหมายลายลักษณ์อักษร   คือ กฎหมายที่บันทึกหลักเกณฑ์ของข้อกฎหมายที่จะให้กระทำหรือไม่ให้กระทำการใดไว้อย่างชัดเจน เป็นตัวกำหนดการใช้กฎหมายของประเทศ เช่น
             รัฐธรรมนูญ 
             ประมวลกฎหมาย  
             พระราชบัญญัติ        
             พระราชกําหนด     
             พระราชกฤษฎีกา    

2. จารีตประเพณี เป็นการประพฤติปฏิบัติที่ประชาชนทั่วไปนิยมปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน  จนเป็นที่ยอมรับว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เสมอด้วยกฎหมาย   เช่น   การชกมวยบนเวทีซึ่งถือเป็นกีฬาอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นเหตุให้คู่ต่อสู้อีกฝ่ายหนึ่งต้องบาดเจ็บหรือตาย   ก็ย่อมไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายหรือฆ่าคนตาย      
3. ศาสนา เป็นกฎข้อบังคับที่เกิดจากความเชื่อถือของมนุษย์  โดยมุ่งจะปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นคุณงามความดี  ศาสนาทั้งหลายต่างก็มีหลักเกณฑ์และคําสอนที่คล้ายคลึงกัน  กล่าวคือ ละเว้นการกระทำความชั่ว ประพฤติแต่ความดี  ขณะเดียวกันกฎหมายเองก็ประสงค์จะไม่ให้บุคคลประพฤติผิด  

4. คําพิพากษาของศาลเป็นคำพิพากษาของศาลหรือหลักบรรทัดฐานของคำพิพากษา ซึ่งคำพิพากษาของศาลชั้นสูง เป็นแนวทางที่ศาลชั้นต้นต้องนำไปถือปฏิบัติในการตัดสินคดีหลังๆ ซึ่งแนวทางเป็นเหตุผลแห่ง ความคิดของตนว่าทำไมจึงตัดสินคดีเช่นนี้อาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายในแนวความคิดนี้ได้ จะต้องตรงตามหลักความจริงมากที่สุด
5. ความคิดเห็นของนักกฎหมาย แสดงออกซึ่งความคิดเห็นต่อแนวทางของกฎหมาย และเป็นผู้สนใจใฝ่รู้และค้นคว้าวิจัยศึกษาถึงกระบวนการของกฎหมาย  นักนิติศาสตร์เหล่านี้ได้แสดงออกซึ่งข้อคิดเห็นและข้อโต้แย้งอันมีต่อตัวบทกฎหมาย คําวินิจฉัยหรือคําพิพากษาของศาล   ความคิดเห็นบางเรื่องเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

4. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ว่า ทำไมทุกประเทศจำเป็นต้องมีกฎหมาย จงอธิบาย
ตอบ กฎหมาย เป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนการกำหนดนโยบายพัฒนาการประเทศให้เจริญก้าวหน้าจำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาบังคับใช้เพื่อให้ผลเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสังคมมนุษย์เราเป็นอย่างมาก รวมไปถึง  ในด้านการค้าและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เช่น การที่จะตั้งองค์กรทางธุรกิจจะต้องตั้งในรูปแบบใด - ห้างหุ้นส่วน หรือ บริษัท เป็นต้น การที่ประเทศแต่ละประเทศจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เป็นไปในแนวทางใดก็ตามถ้าได้ ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายเป็นหลักการให้ทุกคนปฏิบัติตามทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนประสบผลสำเร็จได้สูงกว่าการปล่อยให้เป็นไปตามวิถีการ ดำเนินชีวิตของสังคมตามปกติ

5. สภาพบังคับในทางกฎหมายท่านมีความเข้าใจอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ  สภาพบังคับในทางกฎหมาย คือโทษต่างๆในกฎหมาย ถ้าเป็นสภาพบังคับอาญา ได้แก่ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ส่วนสภาพบังคับของกฎหมายแพ่ง  ได้แก่การกำหนดให้การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายนั้นตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะ

6. สภาพบังคับกฎหมายในอาญาและทางแพ่ง มีความเหมือนอหรือแตกต่างกันอย่างไร
      ตอบ  แตกต่างกันแต่ต้องใช้ควบคู่กัน คือ ความรับผิดทางอาญา โทษที่จะลงแก่ตัวผู้กระทำผิดถึงโทษประหารชีวิต  จำคุก กักขัง  ปรับ  ริบทรัพย์สิน ส่วนทางกฎหมายแพ่งนั้นไม่มีโทษ เป็นเพียงถูกบังคับให้ชำระหนี้หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

7. ระบบกฎหมายเป็นอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ระบบกฎหมายประกอบด้วย 4 ระบบ ได้แก่ 
1.ระบบกฎหมายซีวิล ลอว์(Civil Law) หรือก็คือระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร จุดกำเนิดอยู่ที่อาณาจักรโรมัน ระบบกฎหมายนี้จะมีลักษณะเป็นการรวมรวมเอาจารีตประเพณีหรือกฎหมายต่างๆหรือบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่ โดยบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ
2.ระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์(Common Law) หรือก็คือระบบกฎหมายจารีตประเพณี จุดกำเนิดอยู่ที่อังกฤษ เนื่องจากแต่เดิมนั้นประเทศอังกฤษมีชนเผ่าอยู่มากมายหลายชนเผ่าด้วยกัน ต่อมาได้มีการจัดตั้งศาลหลวงหรือศาลพระมหากษัตริย์ขึ้น โดยคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความรู้จากส่วนกลางไปพิจารณาคดีในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งแต่ละชนเผ่าก็มีจารีตประเพณีที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาคดีมากมาย แต่ในภายหลังปัญหาก็ค่อยๆหมดไปเพราะเริ่มมีจารีตประเพณีที่มีลักษณะเป็นสามัญขึ้น
3.ระบบกฎหมายสังคมนิยม(Socialist Law) จุดกำเนิดของระบบกฎหมายน้อยู่ที่รัสเซีย แต่เดิมรัสเซียใช้ระบบกฎหมายซีวิล ลอว์ แต่ในภายหลังเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ครองอำนาจ ก็ได้มีการนำหลักการและแนวความคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ และ เลนิน มาใช้โดยเชื่อว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือในการขัดระเบียบและกลไกในสังคม เพื่อให้คนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน
4.ระบบกฎหมายศาสนาและประเภณีนิยม ลักษณะของกฎหมายในระบบนี้ โดยเนื้อหาของกฎหมายแล้วก็จะอาศัยศาสนาหรือประเภณีนิยมเป็นฐานในการบัญญัติกฎหมายขึ้นมา เช่น กฎหมายศาสนาอิสลามกำหนดหน้าที่ของชาวมุสลิมที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า  ในปัจจุบันประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม กฎหมายอิสลามมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัวและมรดก

8.  ประเภทของกฎหมายมีหลักการแบ่งอย่างไรบ้าง มีกี่ประเภท แต่ละประเภทประกอบด้วยอะไรบ้าง ยกตัวอย่างอธิบาย
ตอบ แบ่งโดยแหล่งกำเนิด อาจแบ่งออกได้เป็นกฎหมายภายในและกฎหมายภายนอก  ประเภทของกฎหมายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
กฎหมายภายใน
1. กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
1.1 กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมายต่าง ๆ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา เป็นต้น
1.2 กฎหมายที่เป็นไม่เป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น จารีตประเพณี หลักกฎหมายทั่วไป
2. กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา และกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
2.1 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา  เช่น การประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ หรือริบทรัพย์สิน
2.2 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง  เช่น การกำหนดให้เป็น โมฆะกรรมหรือโมฆียกรรม การบังคับให้ชำระหนี้ การให้ชดใช้ค่าเสียหาย
3. กฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ
3.1 กฎหมายสารบัญญัติ  เช่น ตัวบทกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาและในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิช
3.2 กฎหมายวิธีสบัญญัติ  เช่น พระราชบัญญัติล้มละลาย
4. กฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน
4.1 กฎหมายมหาชน  เช่น  กฎหมายรัฐธรรมนูญ กาหนดระเบียบแบบแผนการใช้อานาจอธิปไตย กาหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชน
4.2 กฎหมายเอกชน  เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติบางฉบับ

        กฎหมายภายนอก
1. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง  เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ สนธิสัญญา ข้อตกลงการค้าโลก เป็นต้น
2. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล  เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดแย้งแห่งกฎหมาย เป็นต้น
3. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา  เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นต้น

9.  ท่านเข้าใจถึงคำว่าศักดิ์ของกฎหมายคืออะไร มีการแบ่งอย่างไร
ตอบ หมายถึง การจัดลำดับฐานะหรือความสูงต่ำของกฎหมาย โดยมีหลักในการตีความว่า กฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่า คือ มีลำดับชั้นต่ำกว่าจะขัดหรือแย้งต่อกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่า หรือมีลำดับชั้นสูงกว่ามิได้ ดังนั้นกฎหมายที่มีศักดิ์หรือลำดับชั้นต่ำกว่า จะต้องออกหรือตราออกมาให้มีข้อความสอดคล้องกับกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่า แบ่งได้เป็น 7 ชั้น
1.  รัฐธรรมนูญ  เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  กฎหมายใดขัดแย้งไม่ได้  โดยจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจอธิปไตย  ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมือง  สิทธิเสรีภาพของประชาชน
2.  พระราชบัญญัติ  ประมวลกฎหมาย เป็นกฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้น3.  พระราชกำหนด  เป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ตามบท บัญญัติในรัฐธรรมนูญใช้ในกรณีจำเป็นรีบด่วนหรือเรื่องที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  ความปลอดภัยของประเทศ  แต่ต้องเสนอต่อรัฐสภาโดยเร็ว4.  พระราชกฤษฎีกา  เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี  เพื่อกำหนดรายละเอียดตามพระราชบัญญัติที่กำหนดไว้5.  กฎกระทรวง  เป็นกฎหมายที่รัฐมนตรีตราขึ้นผ่านคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนด
                6.  ข้อบังคับหรือข้อบัญญัติ เป็นกฎหมายขององค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น เทศบาล กรุงเทพมหานคร     เมืองพัทยา เป็นต้น
7.  ประกาศคำสั่ง  เป็นกฎหมายเฉพาะกิจ  เช่น พระบรมราชโองการ ประกาศคณะปฎิวัติ  คำสั่งหน่วยงานราชการ  เป็นต้น

10. เหตุการณ์ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 มีเหตุการณ์ของประชาชน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า และประชาชนได้ประกาศว่าจะมีการประชุมอย่างสงบ แต่ปรากฏว่า รัฐบาลประกาศเป็นเขตพื้นที่ห้ามชุมชน และขัดขว้างไม่ให้ประชาชนชุมนุมอย่างสงบ ลงมือทำร้ายร่างกายประชาชน ในฐานะท่านเรียนวิชานี้ท่านจะอธิบายเหตุผลว่า รัฐบาลกระทำผิดหรือไม่
ตอบ ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและฝ่ายรัฐบาลผิด การที่รัฐบาลประกาศเป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมประชาชนต้องปฏิบัติตามกฏ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มีความผิดที่ใช้แก๊สน้ำตามากเกินไปและ ลงมือยิงทำร้ายประชาชนจนก่อให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บ ควรจับกุมลงโทษโดยใช้กฏหมายมากกว่าลงมือกระทำ

11. ท่านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ คำว่า กฎหมายการศึกษาอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ กฎหมายการศึกษา คือบทบัญญัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีกฎหมายการศึกษาขึ้น ที่จะเชื่อมโยงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยการศึกษาคือ จะเป็นกฎหรือคำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่สถาบันหรือหน่วยงานผู้มีอำนาจได้ตราขึ้นบังคับกฎหมาย เพื่อให้บุคคลประพฤติปฏิบัติตาม ไปสู่การพัฒนาคนและสังคมสู่ความเจริญงอกงาม

12.  ในฐานะที่นักศึกษาจะต้องเรียนวิชานี้ ถ้าเราไม่ศึกษากฎหมายท่านคิดว่า เมื่อท่านไปประกอบอาชีพครู จะมีผลกระทบต่อท่านอย่างไรบ้าง
ตอบ กฎหมายมีความสำคัญกับการศึกษาโดยตรง และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน เพราะจะช่วยจัดระเบียบ คุ้มครอง พัฒนาคุณภาพชีวิต และรับรู้สิทธิอันพึงมีของตัวเอง ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งบนผืนแผ่นดินประชาธิปไตย ถ้าหากไม่มีกฏหมายการศึกษา  เมื่อไปประกอบวิชาชีพครูแล้วไม่มีความรู้ทางด้านกฏหมายก็จะเกิดผลเสียกับตัวครูเอง ซึ่งความไม่รู้กฎหมาย จะอ้างเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้


วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อนุทินที่1

แนะนำตัวเจ้าของบล็อค







ชื่อ  นางสาวจารุวรรณ  บุญเอียด
ชื่อเล่น   เมย์ 
กำลังศึกษาอยู่  คณะครุศาสตร์ หลักสูตรภาษาอังกฤษ ปี4
                มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
รหัสนักศึกษา    5681114022
เกิดวันที่   22 มี.ค 2537 
ภมิลำเนาเดิม ม.9 ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช
นิสัยโดยส่วนตัว  เป็นคนที่ค่อนข้างจะพูดเยอะ อารมณ์ดี จริงจัง และรักครอบครัว
ความสามารถพิเศษ  วาดภาพทิวทัศน์สีน้ำ  เต้นลีลาศ 


ติดต่อ   Facebook : Jaruwan ฺ_bun-ead



อุดมการณ์การเป็นครู : จะเป็นครูที่ดีให้ได้ จะเป็นครูที่ใจเย็น รับฟังนักเรียนและเป็นที่ปรึกษาแก่เด็กได้ มีวิธีสอนที่หลากหลายเพื่อให้นักเรียนเรียนรู้อย่างเข้าใจ


เป้าหมายของนักศึกษา : เรียนจบแล้วสอบบรรจุเป็นข้าราชการได้เลย